ย่อเก็จ - ย่อมุม : ความคิดที่แตกต่างกัน
พิเศษ เจียจันท์พงษ์

ภาพข้างบน (ภาพที่ ๑) เป็นแผนผังของสถาปัตยกรรมไทยที่พบโดยทั่วไป เรียกว่า ย่อเก็จ และย่อมุม

รูปแบบทั้งสองเมื่อนำมาใช้กับแผนผังมูลฐานที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส จะเห็นมุมของแผนผังมีจำนวนมาก ในที่นี้จะเสนอรูปแบบที่มีมุมตำแหน่งละ ๕ มุม รวม ๔ ตำแหน่ง๒๐ มุม เช่น แผนผังของ ฐานสถูปหรือเจดีย์ การย่อเก็จหรือย่อมุมที่ฐานสถูปเช่นนี้หากพิจารณาภาพแผนผัง สามารถมองเห็นความแตกต่างได้ แต่หากพิจารณาที่ตัวสถูปของจริงจะมีความคล้ายคลึงกันมาก จนบางครั้งถ้าไม่สังเกตให้ดีมักจะมีการเรียกที่สับสนปนเปกันระหว่างรูปแบบทั้งสองคือ ถ้าไม่เรียกว่าย่อเก็จก็เรียกว่าย่อมุมจนเกิดความไม่แน่นอนในการเรียก

เมื่อกาลเวลาผ่านไป การเรียกที่ปะปนกั้นนี้ทำให้ความหมายอันแสดงความคิดของช่างที่มีมาแต่โบราณในการทำรูปแบบทั้งสองถูกลืมเลือนไป ดังนั้น ในบางครั้งจึงพบคำอธิบายเกี่ยวกับรูปแบบทั้งสอง ในลักษณะที่เป็นวิวัฒนาการจากแบบหนึ่งมาเป็นอีกแบบหนึ่ง ทั้งๆ ที่โดยความเป็นจริง รูปแบบทั้งสองมาจากความคิดที่เป็นคู่ขนาน มิได้เป็นวิวัฒนาการจากแบบหนึ่งมาเป็นอีกแบบหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะพบหลักฐานว่ารูปแบบหนึ่ง (คือย่อมุม) ปรากฏให้เห็นในสมัยหลังจากอีกแบบหนึ่ง (ย่อเก็จ) ก็ตาม

บทความนี้จึงเป็นการเสนอให้เห็นความแตกต่างระหว่างรูปแบบทั้งสอง ทั้งในด้านรูปแบบและความคิดในการสร้างรูปแบบทั้งสองนั้น รวมทั้งวัตถุประสงค์ในการนำรูปแบบทั้งสองไปใช้ในงานสถาปัตยกรรมไทยด้วย

๑. ความแตกต่างในรูปแบบ

จากภาพที่๑ รูปแบบของการย่อมุมและย่อเก็จมีความคล้ายคลึงกันมาก จึงได้ขยายให้เห็นชัดในภาพที่๒ แสดงข้อสังเกตในส่วนที่แตกต่างกันคือ ในแผนผังย่อเก็จจะมีมุมกลาง (มุมที่ 3) ที่มีด้านประกอบ ก และ ข ยาวเท่ากัน เป็นมุมประธานที่มีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 มุม คือ มุมที่ 1, 2 กับ 4, 5 ส่วนมุมที่ 1, 2 กับ 4, 5 จะมีด้านประกอบมุม ก ยาวไม่เท่ากับ ข เสมอ
ขณะที่แผนผังย่อมุมในภาพที่ 2 นั้น มุมทั้ง 5 มุมจะมีขนาดเท่ากันหมด และแต่ละมุมก็จะมีความยาวของด้านประกอบมุม ก เท่ากับ ด้านประกอบมุม ข ทุกมุมด้วย
จากรายละเอียดรูปแบบที่แตกต่างกันในภาพที่ ๒นี้ บ่งชี้ถึงความคิดในการทำรูปแบบทั้งสองที่ต่างกันด้วย ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

 

๒. พิจารณาโดยรูปศัพท์

ด้วยรูปศัพท์ ย่อเก็จ กับย่อมุมมีความหมายแตกต่างกันอยู่แล้ว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำศัพท์ที่นำมาใช้ดังนี้

ย่อ เป็นคำกริยา หมายถึง การทำให้ต่ำลงให้สั้นลง หรือให้เล็กลง จากขนาดที่เป็นความสูง ความยาวและปริมาตร รวมทั้งทำให้ลดน้อยถอยลงในลักษณะที่เป็นนามธรรมด้วย เช่น ย่อหย่อน

เก็จ เป็นคำนาม พจนานุกรมอธิบายว่า ส่วนที่ยื่นออกมากหรือลึกเข้าไปจากฝาผนัง กำแพง ฐาน หรือเชิงกลอน
ซึ่งหากพิจารณาว่า ฝาผนัง กำแพง ฐานหรือเชิงกลอน เป็นแนวเส้นตรง เมื่อนำมาปรับเข้ากับแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งประกอบด้วย มุม และ ด้าน แล้ว เก็จคำนี้ก็คือส่วนที่เป็น ด้าน นั่นเอง

มุม เป็นคำนาม คำนี้ไม้ขออ้างพจนานุกรม เพราะเป็นคำที่รู้โดยทั่วไปว่า คือ มุม
ดังนั้น เมื่อนำมาผสมกัน คำว่าย่อเก็จ ก็คือการทำด้านให้สั้นลง แคบลง ส่วนย่อมุม ก็คือการทำมุมให้มีขนาดเล็กลง ส่วนจะทำอย่างไรจะได้กล่าวต่อไป

ในที่นี้ขอเน้นให้เห็นความสนใจของช่างที่ต้องการกระทำต่อรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสว่าเป็นการกระทำบนตำแหน่งที่ต่างกัน คือ ย่อเก็จ เป็นการทำที่ด้าน ส่วนย่อมุม เป็นการทำที่มุม ซึ่งเมื่อทำความเข้าใจรูปศัพท์ได้เช่นนี้แล้ว ก็สามารถที่จะอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่า ความคิดของช่างโบราณในการทำย่อเก็จทำอย่างไร และย่อมุมทำอย่างไร

๓. ขั้นตอนในการย่อเก็จ

ภาพที่ ๓.๑ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐาน ซึ่งประกอบด้วยด้าน กข ขค คง และ งก การจะทำด้านกขให้สั้นลงหรือแคบลง (ย่อเก็จ-ย่อด้าน) ก็โดยเพิ่มด้าน ก๑ ข๑ ที่สั้นลงเข้าไปที่นอกรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐาน โดยให้ขนานกับด้าน กข ที่เป็นด้านเดิมดังภาพที่ ๓.๒ และหากต้องการจะทำด้าน ก๑ ข๑ ให้สั้นหรือแคบลงอีก ก็เพิ่มด้าน ก๒ ข๒ ที่สั้นลงให้ขนานกับด้าน ก๑ ข๑ ดังภาพที่ ๓.๓
ทำเช่นเดียวกันกับอีก ๓ ด้านที่เหลือ ก็จะได้แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ ก็มีมุมประธานใหญ่กว่ามุมอื่นๆ เนื่องจากเป็นมุมเดิมของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐาน ก่อนจะสร้างด้านที่แคบลง แคบลง (ย่อเก็จ) ให้ยื่นออกไปนอกรูปมูลฐานนี้ และอีกเช่นกันที่มุมที่เหลืออีก ๔ มุม มีขนาดเล็กกว่าและมีด้านประกอบมุมไม่เท่ากัน (ดังอธิบายในข้อที่ ๑) ก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเพราะผู้ที่สร้างรูปนี้ เขาสนใจกระทำที่ด้านมิใช่ที่มุม เป็นมุมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสร้างด้านใหม่ให้แคบลงหรือที่เรียกว่า การย่อเก็จ-ย่อด้าน

การย่อเก็จที่อธิบายผ่านมา เป็นการสร้างด้านใหม่ที่แคบลงโดยทำเพิ่มออกไปนอกรูปสี่เหลี่ยมมูลฐานแต่ก็มีการย่อเก็จอีกแบบหนึ่งที่ทำตรงกันข้าม คือเป็นการสร้างด้านใหม่ที่แคบลงโดยให้ผลุบเข้ามาในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐานด้วย (ภาพที่ ๔) ก็จะได้แผนผังรูปสี่เหลี่ยมย่อเก็จอีกแบบหนึ่ง มีพบโดยทั่วไปในศิลปะทวารวดี
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนในการย่อเก็จที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการย่อเก็จออกไปจากรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐาน หรือย่อเก็จเข้าข้างในรูปสี่เหลี่ยมก็จะได้รูปที่ตรงกับคำอธิบายในพจนานุกรมฯ ที่อธิบายคำว่า เก็จ ว่า ส่วนที่ยื่นออกมาหรือลึกเข้าไปจากฝาผนัง กำแพง ฐาน... นั่นเอง

๔. การย่อมุม (การทำมุมให้เล็กลง)

ภาพที่ ๕.๑ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมูลฐาน ซึ่งประกอบด้วยมุม ๔ มุม คือ ก ข ค ง เป็นมุมเดิม การทำมุมเดิมให้เล็กลงเริ่มแรกคือตัดมุมทั้งสี่ออกไป (ภาพที่ ๕.๒) โดยทั่วไปจะทำให้เกิดเป็นรูปแปดเหลี่ยมด้านเท่า (มีบ้างที่ด้านทั้งสี่ที่เกิดจากการตัดมุมทั้งสี่ออกไม่มากจะแคบกว่าด้านมูลฐานทั้ง ๔ ที่เหลือจากการตัดมุม) ตรงด้านทั้ง ๔ ที่เกิดจากการตัดมุมทั้ง ๔ ออกไปนี้ เช่นด้านที่ตัดมุม ก. ออก ก็จะสร้างมุมย่อยเล็ก ๆ ออกเป็นหลายมุม โดยทั่วไปเป็น ๓ มุม หรือ ๕ มุม ในที่นี้จะแสดงรูปด้วยการสร้างมุม ๕ มุม คือ มุม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตามแนวเส้นที่ตัดมุม ก ออกไป ดังนั้นมุมที่สร้างใหม่ทั้ง ๕ มุมนี้จะมีขนาดเล็กกว่ามุมเดิมคือมุม ก ที่ถูกตัดทิ้งไป เช่นนี้คือการกระทำที่แสดงความหมายของการย่อมุม คือ ทำมุม ก ที่ใหญ่ ให้เป็นมุม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่เล็กลง (ภาพที่ ๕.๓)

๕. ที่มาของความคิดในการทำย่อเก็จและย่อมุม

ย่อเก็จ พบโดยทั่วไปกับสถูปที่มีเรือนธาตุเป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ ปราสาทขอม เจดีย์สี่เหลี่ยม หรือเจดีย์ทรงปราสาท เรือนธาตุนี้หากเป็นปราสาทขอมคือส่วนที่เป็นห้องที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม หรือถ้าเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมหรือทรงปราสาทที่เป็นเจดีย์ตัน จะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้าน

ประตูทางเข้า (รวมทั้งประตูปลอม) ของปราสาทขอม หรือซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้านของเจดีย์สี่เหลี่ยมหรือทรงปราสาทนี้ จะขึ้นรูปด้วยสี่เหลี่ยมจัตุรัสของเรือนธาตุก่อน หลังจากนั้นจึงทำเป็นมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้านก่อนจะถึงส่วนที่เป็นประตูหรือซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้านที่แคบลงกว่ารูปสี่เหลี่ยมเรือนธาตุเดิม

การออกมุขยื่นออกไปจากเรือนธาตุทั้งสี่ด้านไปสู่ประตู (จริงและปลอม) ของปราสาทขอมหรือซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปของเจดีย์สี่เหลี่ยม ซึ่งมีช่องประตูและซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปแคบกว่า รูปสี่เหลี่ยมเรือนธาตุเดิมเช่นนี้ ใช้วิธีสร้างด้านให้แคบลง แคบลง ยื่นออกไปจากตัวเรือนธาตุ แบบเดียวกับการสร้างรูปที่เกิดจากการย่อเก็จนั่นเอง ดังนั้นแผนผังของเรือนธาตุของสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบจึงมีรูปนอกเป็นแบบย่อเก็จ ฐานของสถาปัตยกรรมทั้งสองจึงขึ้นรูปด้วยแบบย่อเก็จ เพื่อให้รับกับเรือนธาตุข้างบนที่มีแผนผังแบบเดียวกัน (ภาพที่ ๖)

เจดีย์ทรงระฆังกลมของล้านนา เช่น พระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน หรือที่พบทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นแบบของเจดีย์ที่ไม่มีเรือนธาตุ แต่กลับนิยมทำฐานแบบย่อเก็จที่เป็นเช่นนี้อาจอธิบายได้ว่า เพราะศิลปะล้านนาเมื่อเริ่มแรกนั้น เป็นแบบที่รับมาจากแคว้นหริภุญชัยที่ลำพูนเป็นการรับทั้งคติศาสนาและรูปแบบของศิลปกรรม ศิลปะหริภุญชัยมีภาพโดยรวมเป็นเจดีย์เหลี่ยมแบบมีเรือนธาตุและฐานย่อเก็จ ซึ่งในการ ก่อสร้างส่วนที่มีเรือนธาตุนี้เป็นส่วนที่ยุ่งยากที่สุด ทั้งในด้านการก่อสร้างและการทำลวดลายเครื่องประดับ เมื่อล้านนาเข้าครอบครองหริภุญชัยแล้วและมีการก่อสร้างศาสนสถานของตนเองขึ้น ได้ตัดส่วนที่เป็นเรือนธาตุออกไปเหลือแต่ฐานต่อเนื่องขึ้นสู่ส่วนบนที่เป็นทรงกลม แบบอย่างของฐานย่อเก็จตามแบบของหริภุญชัยจึงยังคงติดอยู่กับเจดีย์ทรงกลมที่สร้างขึ้นใหม่ ดังนั้นเจดีย์ทรงกลมของล้านนาจึงมีฐานเป็นย่อเก็จทำสืบต่อกันเรื่อยมา (ภาพที่ ๗)

แนวคิดตามคำอธิบายข้างต้น เป็นการสะท้อนภาพจากตำนานมูลศาสนาฉบับของพระพุทธพุกามกับพระพุทธญาณ วัดสวนดอกเชียงใหม่ ที่กล่าวว่า มหาเถรผู้รักษาพระธาตุหริภุญชัยซึ่งเดิมเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมมีเรือนธาตุ ประสงค์จะซ่อมแซมพระธาตุจึงให้อ้ายฟ้าไปกราบทูลต่อพระเจ้ามังราย ...พระยามังรายจึงว่า... กูนี้เป็นขุนญวนขุนร้อยดอก กิจทั้งหลายทั้งมวลไม่เป็นใหญ่กว่ามหาเถรแล... ครั้งนั้นผ้าขาวขุนฟ้าและมหาเถรเจ้าทั้งหลาย...จึงก่อครอบให้กลม มิให้เป็นดังคูหาเหมือนดังก่อนนั้น...

ย่อมุม น่าจะเป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับศิลปกรรมของสุโขทัยก่อน ดังจะเห็นจากเจดีย์องค์ระฆังกลมแบบสุโขทัยโดยทั่วไป เช่นเจดีย์บนเขาสุวรรณคีรี ศรีสัชนาลัย เจดีย์ฐานช้างล้อมที่สุโขทัยและ ศรีสัชนาลัย เจดีย์เหล่านี้จะประกอบด้วยฐาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อน ไม่ว่าจะเป็นฐานที่มีประดับเป็นรูปช้าง ฐานพระพุทธรูปเรียงเป็นแถวหรือเป็นฐานหน้ากระดานเรียบ ๆ ก็ตาม การก่อฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้เมื่อก่อซ้อนขึ้นไปหลาย ๆ ชั้น ก่อนจะถึงส่วนองค์ระฆังที่มีแผนผังเป็นรูปกลมจะผ่านชั้นฐานที่มีแผนผังเป็นรูปแปดเหลี่ยมก่อนเสมอ (ภาพที่ ๘)

การทำฐานรูปแปดเหลี่ยมคั่นอยู่เช่นนี้ ชี้ให้เห็นความคิดของช่างสุโขทัยที่จะสร้างความกลมกลืนอย่างค่อยเป็นค่อยไประหว่างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสข้างล่างก่อนจะเปลี่ยนเป็นรูปทรงกลมที่อยู่ข้างบน
ความคิดในการสร้างรูปแปดเหลี่ยมขึ้นเชื่อมโยงระหว่างรูปสี่เหลี่ยมกับรูปทรงกลมนี้ น่าจะเป็นความคิดเดียวกันกับการใช้รูปการย่อมุมมาเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างรูปทั้งสองแทน เพราะการย่อมุมคือการสร้างมุมเล็กๆ บนด้านที่ตัดเอามุมใหญ่ของรูปสี่เหลี่ยมออกไปจนกลายเป็นรูปแปดเหลี่ยม(ภาพที่ ๙)

ตัวอย่างของการใช้ฐานย่อมุมแทนฐานรูปแปดเหลี่ยมเพื่อเชื่อมโยงระหว่างฐานสี่เหลี่ยมข้างล่างกับรูปทรงกลมที่อยู่ข้างบนที่ชัดเจนคือ วัดเจดีย์สูง นอกเมืองเก่าสุโขทัยด้านทิศตะวันออก และฐานเจดีย์ขนาดใหญ่ย่อมุม ในวัดพระธาตุ เมืองกำแพงเพชร
เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูมในศิลปะสุโขทัย มีส่วนฐานสูงย่อมุมรองรับรูปดอกบัวตูมทรงกลมข้างบน แม้จะมีการทำกลีบขนุนกับบันแถลงที่ชี้ว่า เอาอย่างมาจากเรือนธาตุของเจดีย์ ทรงปรางค์หรือปราสาทขอมก็ตาม แต่ส่วนที่เป็นฐานสูงย่อมุมคล้ายเรือนธาตุนี้ ก็มิได้ทำในลักษณะเป็นการย่อเก็จเพื่อออกมุขเหมือนกับการสร้างรูปเรือนธาตุทั่วไป แต่ใช้ความคิดในการทำย่อมุม เพื่อลบมุมใหญ่สี่เหลี่ยมให้เป็นแนวของมุมเล็ก ๆ ซึ่งได้ทำมาแล้วตั้งแต่ฐานบัวที่อยู่ข้างล่างลงไปสามชั้น และตั้งอยู่บนฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมชั้นล่างสุด
จากรูปแบบเช่นนี้ได้ชี้ชัดว่า การทำย่อมุมของเจดีย์ทรงพุ่มบิณฑ์นั้น เป็นการสร้างรูปแบบเพื่อให้เกิดความกลมกลืน ในการเชื่อมโยงจากรูปสี่เหลี่ยมไปสู่รูปทรงกลม อันเป็นความคิดเดียวกันกับการสร้างรูปแปดเหลี่ยมคั่นอยู่ระหว่างรูปสี่เหลี่ยมและทรงกลมนั้นเอง

 
สรุป

การย่อเก็จกับการย่อมุม เป็นแผนผังพื้นฐานที่พบทั่วไปของงานออกแบบสถาปัตยกรรมโบราณ บางครั้งคำอธิบายของคำเรียกย่อเก็จ ย่อมุมซึ่งกลายเป็นคำโบราณไปแล้วก็ดูคลุมเครือ ทำให้ไม่เห็นภาพของวิธีการว่าการย่อเก็จ ย่อมุมนั้นมีวิธีการอย่างไร แต่ถ้าหากพยายามทำความเข้าใจในรูปแบบ ทั้งสองนี้ว่า เป็นวิธีการในการเพิ่มและลดเนื้อที่ของอาคารสิ่งก่อสร้างแบบโบราณได้แล้ว ก็สามารถ นึกภาพที่มาของคำศัพท์โบราณทั้งสองคำนี้ได้

ที่สำคัญต้องตระหนักว่า ย่อเก็จเป็นการกระทำที่ด้าน ส่วน ย่อมุมเป็นการกระทำที่มุม ด้วยวัตถุประสงค์และวิธีการที่ต่างกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าผลที่ออกมาเมื่อเขียนเป็นแผนผังจะพบว่า เกิดมุมจากการกระทำที่รูปทั้งสองคล้ายคลึงกันก็ตาม ก็เป็นเรื่องของการพ้องกันของรูปแบบโดยบังเอิญ มิใช่เป็นวิวัฒนาการจากรูปแบบหนึ่งมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งอย่างที่บางครั้งมีการเข้าใจกัน
ความคิดในการทำย่อมุมพบว่าเกิดขึ้นกับศิลปกรรมของสุโขทัย และพบต่อ ๆ มาในศิลปกรรมของอยุธยา ด้วยวัตถุประสงค์แรกเริ่มที่ชัดเจนว่าเพื่อเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบสี่เหลี่ยมกับรูปแบบ ทรงกลมให้ต่อเนื่องกันอย่างกลมกลืน แต่กับเจดีย์ทรงกลมของล้านนา เมื่อเริ่มแรกกลับไม่มีส่วน เชื่อมโยงนี้ เป็นการเปลี่ยนจากฐานย่อเก็จมาเป็นรูปแบบทรงกลมเลยทันที จึงทำให้อาจคิดว่า ฐานย่อเก็จนี้ทำหน้าที่เหมือนกับการย่อมุมก่อนที่จะเปลี่ยนไปสู่รูปทรงกลมได้

อย่างไรก็ดีเนื่องจากฐานย่อเก็จของเจดีย์ทรงกลมของล้านนานั้น มีที่มาจากฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมหรือทรงปราสาทที่มีการออกมุขหรือซุ้มที่เรือนธาตุ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ฐานย่อเก็จจึงถือได้ว่าเป็นรูปทรงที่ขยายของฐานสี่เหลี่ยมได้ ดังนั้นจึงพบว่าเจดีย์ทรงกลมของล้านนาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ได้เพิ่มรูปแบบเชื่อมโยงระหว่างฐานย่อเก็จข้างล่างกับทรงระฆังกลมข้างบน ด้วยรูปมาลัยเถาใต้องค์ระฆังที่มีแผนผังเป็นรูปแปดเหลี่ยม และท้ายที่สุดของสายวิวัฒนาการ ได้เกิดรูปแบบของทรงระฆัง ที่เปลี่ยนจากทรงกลมเป็นรูปแปดเหลี่ยมหรือหลาย ๆ เหลี่ยม (๑๒ เหลี่ยม) ตามมาลัยเถาข้างล่างไปด้วย เช่นพระธาตุดอยสุเทพ

สำหรับศิลปกรรมของอยุธยา การย่อมุมที่นำมาใช้เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างฐานสี่เหลี่ยมข้างล่าง กับทรงระฆังกลมข้างบน ภายหลังเกิดวิวัฒนาการต่อมาที่ทรงระฆังกลม ถูกเปลี่ยนเป็นรูปเหลี่ยมตามการย่อมุมของฐานข้างล่างไปด้วย ดังที่เรียกว่าเจดีย์แบบย่อไม้สิบสอง (ย่อมุม) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่วัดชุมพลนิกายาราม บางปะอิน และวัดไชยวัฒนารามที่อยุธยา เป็นตัวอย่าง

การย่อเก็จย่อมุมเพื่อขยายและลดพื้นที่ได้รับการนำมาใช้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมประเภทอื่น ๆ นอกจากเจดีย์ด้วย บางครั้งมีการใช้ทั้งสองอย่างในงานสถาปัตยกรรมชิ้นเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ตัวอย่างไม่ชัดเจนเท่ากับงานในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ แผนผัง พระเมรุมาศที่มีหลักฐานเป็นแบบแผนผังเหลืออยู่ พระเมรุมาศที่มีรูปแบบซับซ้อนเหล่านี้ ได้นำการ ย่อเก็จ และย่อมุมมาใช้ร่วมกันอย่างพิศดาร โดยสถาปนิกชั้นครูตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่กรมศิลปากรได้นำหลักฐานเหล่านี้มาจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อเผยแพร่และศึกษาแลั้วหลายฉบับ